My Best Friend Story... m(_ _)m
เคยคิดมั้ย..
ว่าจริงๆเราอาจจะชอบผู้หญิงก็ได้.. (เฮ้ย.. มาลังเลอะไรตอนนี้.. คลอดลูกไปแล้วคน.. -_-;)
มาคิดๆดูแล้ว.. ที่เรามีวันนี้ได้..ทุกอย่างเหมือนจะเริ่มจากการที่เราชอบคนๆนึงที่เราไม่รู้มาก่อนว่าชอบเค้า... แล้วถ้านับครั้งนั้นว่าเป็นการชอบเค้า ก็เท่ากับต้องยอมรับว่าเป็นการชอบคนครั้งแรก.. แล้วถ้าไม่นับเรื่องเพศ.. ก็ต้องเรียกว่าเป็นรักแรก?.. ถึงขนาดนั้นเลยรึเปล่า... -_-;
คือตอนม.ต้นเรามีเพื่อนสนิทคนนึงที่มาสนิทกันมากๆแบบไม่ได้ตั้งใจ.. ทั้งที่ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันและเราก็มีเพื่อนที่สนิทคนอื่นอยู่.. (แต่เกิดความสับสนทางการเมืองรอบข้าง.. @_@; เพื่อนคนนั้นค่อยๆตีจากเราไปด้วยความเข้าใจผิดบางอย่าง...) <-- เพิ่งจะมาเข้าใจกันหลังจากที่เรามาญี่ปุ่นแล้ว กินเวลายาวนานมากกับความอึมครึมระหว่างเราที่ไม่เคยรู้แม้แต่น้อยว่าเกิดอะไรขึ้น
ก่อนอื่นบอกก่อนว่าเพื่อนเราเป็นผู้หญิงทั้งหมด.. เพราะว่าเราเรียนโรงเรียนหญิงล้วน.. ^_^;
แต่เราไม่เคยมีความสนใจในผู้หญิงนะ... (แล้วก็ไม่สนใจผู้ชายด้วย สนแต่ตัวเอง.. -_-;)
เพื่อนที่สนิทของเราคนนี้..ดูเผินๆก็คล้ายผู้ชายเหมือนกันแหล่ะ แต่เราสองคนไม่ได้คบอะไรกันแบบนั้น... ถ้าไม่นับเรื่องหน้าตาท่าทาง มันเป็นคนที่บ่อน้ำตาตื้น อ่อนไหวแล้วก็ละเอียดอ่อนกว่าเราอีก..
แต่ตอนนั้นมีคนที่เป็นทอมจริงๆเหมือนจะชอบเราอยู่.. นับวันเริ่มจะออกนอกหน้าขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนในกลุ่มเค้าชอบแซว..แล้วเราก็เกลียดบรรยากาศแบบนั้นจริงๆ..
แล้วไม่รู้ไปเอามาจากไหนที่เหมือนกับว่าเรากับไอ่เพื่อนสนิทนี่คบกันอยู่... ไปๆมาๆเราก็เหมือนจะเอามันมาเป็นกำแพงบังหน้า.. สนิทมากขนาดที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลา กลับบ้านยังโทรหากันอีก เสาร์อาทิตย์ยังนัดเจอกันอีกต่างหาก... เหมือนแฟนกันมากๆ แต่ไม่ได้คบกันจริงๆ.. -_-;
ตอนนั้นเราเกรดดีมากๆ.. สูงสุดก็ 3.96 (ได้ 3 ตัวนึงวิชาศิลปะซึ่งเป้นวิชาที่ถนัดที่สุด.. ช็อคอย่างมากจนถึงทุกวันนี้... อาจารย์ทำไมให้คะแนนเราแบบนั้น.. T^T) คือตอนม.ต้นไม่เคยได้เกรดต่ำกว่า 3.5 ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 3.8
ไม่ได้จะอวดหรอก..เพราะมันผ่านมานานแล้ว.. (กลายเป็นป้าแก่พูดถึงยุครุ่งเรือง) จะบอกว่าใครๆก็คิดว่าเราจะต้องเลือกเรียนสายวิทย์... แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจเลือกสายศิลป์เพียงเพราะเพื่อนสนิทคนนี้เลือกสายศิลป์... จากที่คิดว่าจะลองสอบเตรียมอุดมก็ทิ้งไปหมดเพราะเืพื่อนบอกจะต่อม.ปลายที่เดิม...
แล้วอีกแค่ไม่ถึงเดือนจะเปิดเทอมอยู่แล้ว.. คิดว่ายังไงเราต้องอยู่ห้องเดียวกันอีกอยู่แล้วเพราะว่าสายศิลป์-ศิลปะมันมีอยู่ห้องเดียว...
แล้วก็มีโทรศัพท์มาบอกว่าจะกลับไปต่อม.ปลายที่ศรีสะเกษ... อันเป็นบ้านเกิดของมัน
@_@;
ตอนนั้นช็อคมากๆ.. ไม่มีอะไรจะพูดเพราะพอบอกก็คือจะต้องไปแล้ว.. ทำอะไรไม่ได้ แล้วคือในสายตาเพื่อนเวลาอยู่กันสองคนเราเป็นคนใจเย็น หนุกหนาน เข้มแข็ง.. คือไม่ใช่คนที่จะมาตีโพยตีพายร้องไห้..
ก็ได้แต่ลากันไปแบบตาแดงๆด้วยความอดทน..
แต่หลังจากมันไปเราไม่เคยร้องไห้อะไรอย่างนี้มาก่อน.. -_-; (มันคงไม่รู้หรอกแม้ทุกวันนี้ เหอ เหอ..) ทุกอย่าง Negative ไปหมด เกลียดโรงเรียน.. เกลียดอาจารย์ เกลียดทุกคน.. ขอพ่อแม่เปลี่ยนโรงเรียนแต่มันก็เป็นไปไม่ได้เพราะมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว...
ตอนนั้นคิดแต่ว่า..เราไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว.. อยากจะหนีไปไกลๆ...
แล้วพ่อก็เป็นคนพูดเรื่องทุน AFS ขึ้นมา บอกว่าทางแบงค์ (พ่อทำงานธนาคาร) มีโปรเจ็คสนับสนุนลูกหลานพนักงานที่ได้ทุนนี้ คือปกติถึงจะได้ทุนก็ต้องออกเงินเป็นจำนวนเยอะเหมือนกัน แต่อันนี้ถ้าได้ทางแบงค์จะออกที่เหลือให้หมด
กลายเป็นทางหนีที่เราเลือก.. คือสอบทุนนี้ให้ได้ แล้วสอบเทียบวุฒิม.6 ให้ได้ในเทอมเดียว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก..
ความอยากหนีผลักดันให้ทำได้ตามแผนทั้งหมด..
ถึงได้บอกว่าจุดเริ่มต้นเกี่ยวกับญี่ปุ่นเริ่มจากตรงนั้น.. แล้วก็กลายมาเป็นอย่างนี้...
จริงๆตลอดเวลาที่เราอยู่ญี่ปุ่นไม่ว่าจะครั้งไหน..เราก็ยังติดต่อเพื่อนสนิทคนนี้อยู่
พอมาเมื่อปีสองปีก่อน...
ได้รู้ว่าเค้ามีแฟนเป็นผู้หญิงจริงๆ..
ตอนนี้ก็ยังคบกันอยู่..
@_@;
ไม่รู้..บอกความรู้สึกไม่ถูก.. จะว่าหวงเพื่อนเหรอ..แต่เราไม่เคยหวงเพื่อนมาก่อน...
เพิ่งจะรู้สึกเหมือนกับว่า.. ถ้ารู้ว่านายจะชอบผู้หญิงอย่างนี้.. เราน่าจะคบกันตั้งแต่ตอนนั้นเสียเลย.. อันนี้พูดจากความรู้สึกจริงๆ.. คือไม่อยากเสียมันให้ผู้หญิงคนอื่น (จ๊าก..) พูดอย่างนี้ผิดไหม..? -_-;
แต่ก่อนที่เราไม่มีแฟน.. เราเคยนึกตั้งหลายครั้งว่าทำไมมันไม่เป็นผู้ชาย.... เพราะเราชอบนิสัยแบบนี้.. ถ้ามันเป็นผู้ชายก็ดี.. แต่เราก็ไม่เคยมองมันเป็นทอม.. แล้วมันก็คงไม่ได้มองเราเป็นหญิง.. คือมองแค่เป็นเพื่อน ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่ามันเป็นเพื่อนผู้หญิงหรือเพื่อนผู้ชาย... ^_^;
เดี๋ยวนี้บางครั้งคุยกัน เค้าเล่าเรื่องแฟนให้ฟังว่าขี้หึงอย่างนู้นอย่างนี้.. (แต่ก็คงเห็นเค้าน่ารักอ่ะแหล่ะ แหม..) เราก็ได้แต่เออๆออๆ... ทุกครั้งก็พูดให้ตลกอย่างที่เพื่อนควรจะพูด.. แต่บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเป็นเราเราไม่งี่เง่าอย่างนั้นนะ... ถ้าเป็นเรานายก็คงจะมีความสุขกว่านี้... โอวววไปคิดอย่างนั้นได้ยังไง... -_-;
บางครั้งได้ยินว่าแฟนเค้าหึงเรื่องของเรากับมัน... จะคุยจะอะไรก็ต้องแอบอย่างมาก เรากลับจากญี่ปุ่นแค่ปีละครั้งยังมาหาไม่ได้.. โทรไปคุยก็ยังโดนเขม่น... T^T แฟนเค้าอยากให้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอด.. ดูทีวีก็ร้องไห้.. ยิ่งมาคุยโทรศัพท์อย่างหนุกหนานกับเรานี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย...
นี่ขนาดความสนิทสนมของเราตอนนี้มีไม่ถึง 1 ใน 100 ของแต่ก่อนเลยนะ... ฮืมม์.. ขอเราเป็นแค่เพื่อนสนิท.. ดูท่าทางก็คงจะไม่ได้แล้ว.. -_-;
เหงาแหล่ะ... แต่ช่างมันเถอะ...
เราขอเป็นแค่เพื่อนแอบสนิทแล้วกัน... m(_ _)m
อื่นๆ>> http://hayashikisara.warabimochi.net
kisara
12 มิ.ย. 2551 เวลา 09:07 น.
จากจุดนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้น ของ อาคิมาสะ ในวันนี้เลยนะครับเนี่ย
ดีละที่โบว์ไม่รู้ตัวตอนนั้น ไม่งั้นป่านนี้คงมีโบว์เวอร์ชั่นดี้ไปแล้ว555
คุณสามีโบว์รู้จะเกิดอาการหวงภรรยา กลัวเปลี่ยนใจกันใหม่มั้ยนะ555
แต่ถ้าเป็นผู้ชายแล้วมีเอียง ๆ
แบบนี้อาการจะน่าเป็นห่วงมากกว่าน้าาาา
ไม่ยักกะรู้ว่าคุณโบว์จะแอบมี
เรื่องโรแมนติกขนาดนี้ด้วยแฮะ :P
อิอิ
อย่างไรก็ตามอ่านดูแล้ว
เข้าใจความรู้สึกดีครับ :D
ต่อไปผมอาจจะลดการคอมเม้นท์
กับตอบกระทู้ดูเหมือนกันครับ เพราะว่า
หลังๆ นี่เริ่มรู้สึกว่าฝ่ายหญิงสบายใจกว่า
ถ้ารู้ว่าผมจะทำแบบนั้น :]
อาจจะได้แค่มาอ่านอย่างเดียว
แต่สัญญาว่าจะไม่ให้ห่างเหิน
ไปกว่านั้นนะครับ :]
เกรดแบบนั้นน่ะ เคยสัมผัสแต่ตอนอยู่ประถมนะนั่น
ส่วนเรื่องเพื่อนคนนั้น น่าจะเป็นความรักบริสุมธิ์มากๆ ค่ะ รักแบบไม่ใช่รักคนรักอ่ะ บอกไม่ถูก
แต่ที่แฟนของเพื่อนเขาหึงคุณโบว์ อันนี้เราไม่สงสัยเลย เพราะผู้หญิงจะมีสัญชาตญาณอันนึงเกี่ยวกับความรูสึกของแฟนเราที่รู้สึกกับผู้หญิงคนอื่นๆ ฆรือจะเป็นเฉพาะคนที่เป็นดี้หรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะ)
เพราะเธอรู้ว่าทั้งคุณโบว์และเพื่อนมีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน (แบบเพื่อนนะ แต่มันมากกว่าเพื่อนคนอื้น) เลยกลัวว่าคุณโบว์จะสำคัญกว่าตัวเธอ ถือเป็นเรื่องปกติน่ะค่ะ
เอิ๊กๆๆ พูดอย่างผู้เชี่ยวชาญเลยเรา (แต่เรื่องตัวเองเอาไม่รอดสักที)
อย่างนี้พี่โบว์ต้องขอบคุณเพื่อนคนนี้แล้วแหละที่ทำให้พี่โบว์มีวันนี้ได้ ใช่ป่าว?? ^^
- เพื่อนแอบสนิท ซะงั้น
...
เค้าว่าเพื่อนสนิทกันนิสัยจะคล้าย ๆ กัน
ถ้าคนละเพศกันก็คงคบกันเข้ากันได้ดีมั่ก ๆ
โอ้ววววววว 3.96 เกิดมาในชีวิตผมยังไม่เคยสัมผัสเลยพี่
ถ้าไม่ได้มาเรียนทางด้านคอมพ์นี่บอกตามตรงครับ ว่า
ชาตินี้คงไม่มีปัญญาทำได้
แต่อ่านแล้วก็อึ้ง ๆ ครับ ว่าพี่โบว์ก็เคยมีช่วงเวลาแบบนั้นเหมือนกัน
p.s. นี่ถ้าพี่บอกไม่บอกว่าได้ไปญี่ปุ่นเพราะทุน AFS ชินก็จะนึกเองเออเองว่า พี่โบว์ไปด้วยฐานะทางครอบครัวน่ะครับ
3.96 เก่งสุดๆเลยค่ะ อาจารย์ใจร้ายจัง อีกนิดเดียวว
และเคยเกือบจะเป็นดี้เต็มตัวไปแล้ว
อิอิ
ดี้มักจะขี้หึงทอมแบบนี้ทุกคนรึป่าวนะ?
เพราะเพื่อนเราก็เป็นเหมือนกัน
ทอมแทบจะมีเพื่อนผู้หญิงไมไ่ด้เลย
เพื่อนไม่ไว้ใจไปหมดเลย - -"
มันเป็นความเป็นเด็กที่ติดเพื่อนเนาะ ตอนเด็กๆนี่เรื่องเพื่อนจะเป็นเรื่องใหญ่มากเลย ตอนนี้แบมไม่มีเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่เด็กๆแบบนี้เลยค่ะ
เพื่อนคนนี้เหมือนโดนส่งมาให้เกื้อกูลกันและเป็นเพื่อนที่แท้จริงต่อกันนะคะโบว์ เป็นเหมือนลิขิตสวรรค์อะไรทำนองนั้นนะแบมว่า ที่เค้าเข้ามาเพื่อที่จะให้โบว์ได้มีวันนี้ ชีวิตได้ผกผันมาแบบนี้ และเพื่อที่โบว์จะได้มีเพื่อนดีๆแบบนี้น่ะค่ะ
เทคแคร์นะคะ
แปล๊กแปลก.. โบว์เขียนอะไร ต้องเข้ามาพยักหน้าเออ ออไปหมด..
มีเหมือนกันเพื่อนแบบนั้น มาจากหญิงล้วนเหมือนกัน..
จนถึงวันนี้ก็ยังสงสัยตัวเอง.. ว่าคงชอบผู้หญิงเหมือนกันแน่ๆ (เอาเข้าไป.. มีลูกแล้วเหมือนกันนะยะ)
-"-
แต่เก็บเป็นรักแรก ความทรงจำอะไรงี้ดีกว่าเนอะ หรือเก็บพล็อตไปเขียนนิยายเรื่องต่อไปดีกว่าเนอะคุณโบว์
ชอบ ๆ ๆ เรื่องวันนี้มาก
ปล คุณโบว์เรียนเก่งมาก ๆ ค่ะ
เรียนเก่งมากเลยอะ
ตูนก็เคยจะเป็นนร.แลกเปลี่ยนนะ
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็น
ปล.ผมอ่านไดพี่มานานแล้ว
แต่ไม่เคยเม้นเลยแฮะ
:D
แต่อย่าคิดเลยพี่โบว์ ปวดหัว เพราะคิดไปเราก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามันจะเป็นอย่างที่เราคิดไหม เอาเป็นว่าทำวันนี้ให้เราสบายใจและมีความสุขที่สุดดีกว่า ความทรงจำก็หวนมาคิดถึงบ้างมันก็เป็นน้ำหล่อเลี้ยงใจเราได้เหมือนกันนะ
ฟ้าขอสารภาพว่าปลื้มพี่โบว์มากๆ เลยนะ อยากรู้จักกันให้มากขึ้น แต่ตอนนี้คงต้องรู้จักกันทางไดฯ ไปก่อนเนอะ ^^
และเพื่อนทุกคนที่เป็นอย่างนั้นก็เป็นเพื่อนผู้หญิงด้วย
(ถ้าเป็นเพื่อนผู้ชาย พ่อแม่อิฉันอาจอกแตกตายไปแล้ว เอ๊ะ หรือว่าดีใจ ลูกสาวขายออกสักที)
จนทำให้ทุกคนเข้าใจผิดว่าหลาจี่ชอบผู้หญิง
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาต้องคอยแก้ข่าวเรื่องนี้ตลอดเลยอ่ะ
เย้ยยยยยยยยยยยยย
อืม... นี่ถ้าเค้าไม่ย้ายโรงเรียนไปนี่.. จะเป็นอย่างไรบ้างนา... อิอิ
เทคแคร์ค่า