อาคิมาสะป่วย.. (อีกแล้ว) ^_^;
หายไปสองสามวัน... (เหมือนจะผอมลงไปสามกิโล) -_-;
เรื่องของเรื่องก็คือหลังวันเกิดหนึ่งวัน (10 พ.ค.) ฝนตก.. แล้วเป็นไรไม่รู้ญี่ปุ่นเกิดหนาวขึ้นมาอย่างกระทันหัน ต่างจากวันก่อนๆหน้ามือเป็นหลังมือ (หนาวกว่ากันเป็น 10 องศา) แล้วเสื้อผ้าหน้าหนาวเราก็เก็บลงกล่องไปหมดแล้วอีกต่างหาก.. เหลือแขนยาวอยู่ตัวเดียว
ไอ้อ้วนแว่นก็ดันหยุดวันนั้นวันเดียว.. มันจะพยายามพาไปกินอาหารไทยให้ได้ และพยายามจะทำอะไรต่อมิอะไรให้ (เนื่องในโอกาสวันเกิด) -_-; ก็ตามใจมัน.. เอาอาคิมาสะไปด้วย.. จริงๆก็จับใส่เสื้อผ้าแน่นหนา.. แต่พอไปถึงที่ร้าน ดันอ๊อกออกมา... -_-;
เสื้อหนาวก็เลย.. เปรอะ ต้องถอดออก แต่ก็ยังมีผ้าห่มอยู่.. ส่วนเราซึ่งเปื้อนไปทั้งตัวไม่มีทางแก้อะไร.. ต้องทนเป็นคนมีกลิ่นตัวเป็นกลิ่นอ้วกไปอย่างนั้น -_-; (ถ้าจะพูดให้สวยหรูคือเป็นกลิ่นนมนะ..)
ที่หนาวอยู่แล้วยิ่งหนาวเข้าไปใหญ่เพราะตัวเราเปียกโชก (จากการพยายามไปล้างออก) กลับบ้านปวดหัว.. ไข้จับ...
แต่สุดท้ายไข้ก็จับไม่ทัน.. เพราะอาคิอาการแย่กว่า.. คือกินอะไรก็อ๊อกออกมาหมด..
เอาอีกแล้ว... T^T เหมือนเคยเกิดอาการแบบนี้มาครั้งนึงเมื่อในอดีต.. นี่มันอาการของไวรัสลงกระเพาะนี่หว่า...
ความโชคร้ายของอีโรคนี้คือ มันจะอ๊อกทุกอย่างออกมาหมดไม่ว่าจะเป็นนม น้ำ หรืออะไรก็ตาม.. และทำให้เราและอาคิต้องตัวเปื้อน เปลี่ยนเสื้อผ้ารวมกันไปประมาณ 20 ตัว (ต้องซักผ้าสองรอบ ไหนจะมีพวกผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ผ้าเช้ดตัว ตุ๊กตาหมูหมากาไก่.. ฮ่วย..) -_-;
ไอ้เราที่ว่าจะเป็นหวัดต้องล้มเลิกความคิดที่จะเป็นหวัดไปในบัดดล.. -_-; ตอนเช้าก็ยังอ๊อกอยู่ เลยเอาไปหาหมอดีกว่า เดี๋ยวขาดน้ำตาย เพราะให้กินน้ำเกลือแร่ของเบบี้ก็ยังอ๊อก..
หมอใกล้บ้านจะมีอยู่สองหมอคือหมอ U กับหมอ K (ชื่อย่อหมอ.. ไม่ใช่ว่าหมอเป็นซุปเปอร์ดอกเตอร์ K แต่อย่างใด) หมอ U เนี่ย.. เดินจากบ้านประมาณ 3 นาที.. แบบว่าใกล้บ้านมาก หมอก็โอเค แต่นางพยาบาลง๊องแง๊ง.. คือถ้าไม่โทรมานัดล่วงหน้ามันจะไล่กลับท่าเดียว.. -_-; ส่วนหมอ K เดินประมาณ 10 นาที แต่คลีนิคโอเพ่นมาก สามารถเข็นเบบี้คาร์ไปได้ทุกที่แม้แต่ในห้องตรวจ บอกนางพยาบาลว่าไม่ไ้ด้นัดนะ แต่นางพยาบาลก็ยิ้มรับอย่างใจดีว่าไม่เป็นไร
สรุปว่าไปหาหมอ U ก่อน เพราะมันต้องเดินผ่านคลีนิคหมอก่อน.. ก็เอาละ เจอนางพยาบาลบอกว่าไม่ได้นัดไม่ได้นะ ถ้าจะตรวจวันนี้ก็ต้องบ่าย.. -_-; (อีนี่.. ถามอาการกันก่อนบ้างได้มั้ย? ใครวะมันจะป่วยเป็นตารางได้ขนาดนั้น) เราก็บอกๆๆอาการให้ฟัง ก็ยังทำหน้าแบบไม่ค่อยพอใจ แล้วก็บอกว่ามีว่างตอน 9 โมง 15 จะทำเป็นว่านัดเวลานี้ไว้แล้วกัน คราวหน้าไม่ได้แล้วนะ
@_@;
ก็ว่างนี่หว่า... แล้วเมิงให้มาบ่ายทำไม???? กว่าจะถึงบ่้ายไอ้นี่ก็คงอาเจียนจนน้ำหมดตัวหรือไม่ก็อดอาหารตายไปแล้ว.. -_-;
ข้อดีของหมอ U ก็คือ.. หมอจะตรวจละเอียดโคตรแม้ว่าจะเป็นอะไรน้อยนิด... ^_^; และจะมีพวกกระดาษฟอร์มให้มาจดมากรอกเป็นการบ้านทุกครั้ง ต้องคอยวัดอุณหภูมิลูก จดว่ากินอะไรไปเท่าไหร่ กี่โมง ฉี่กี่ครั้ง ถ่ายกี่ครั้ง สภาพยังไง ยิ่งกว่าทำวิจัยโคลนนิ่งหมูปริญญาโท.. ถ้าใครขี้เกียจหรืองานยุ่งไม่ควรไปหาหมอ U เด็ดขาด -_-;
ก็โดนอัลตร้าซาวด์ท้อง จับตรวจเลือด แล้วก็สั่งให้เราเก็บปัสสาวะกับอุจจาระมาด้วย -_-;
กลับมาบ้านก็ยังอ๊อกอีกนิดหน่อย แต่ก็พยายามให้น้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้มาเรื่อย พอตกบ่ายดันไข้ขึ้น 38 กว่าๆ... -_-; ก็รอดูอาการไปอีกซักพัก... วัดไข้ จดมาเรื่อยๆ
พอสามทุ่มกว่าๆ ไข้ขึ้น 39.5 เลยตัดสินใจเรียกรถพยาบาล เพราะกลัวว่าจะขึ้นถึง 40 ตอนกลางดึก...
ได้นั่งรถพยาบาลเป็นครั้งแรก -_-; (ที่ไทยยังไม่เคยเลย)
ที่เรียกรถพยาบาลก็ไม่ใช่ว่าเว่อร์อะไร เพราะหมอญี่ปุ่นจะไม่ตรวจนอกเวลาทำการ แล้วยิ่งอาคิไม่ได้มีบัตรของโรงพยาบาลเมืองด้วย ถ้าไม่เรียกรถพยาบาลก็ไม่ตรวจ.. (แต่จริงๆหมอU บอกว่าถ้าไม่ชักก็ไม่ต้องเรียก) -_-;
รถพยาบาลแค้บแคบ แถมยังปิดม่าน เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา กรูจะเมารถพยาบาลซะก่อน..
ได้ยาลดไข้มาเจียบตูดสองอัน เรียกแท็กซี่กลับบ้าน เฮ้อ...
เช้าวันนี้ไปหาหมอ U อีก หมอบอกว่าผลการตรวจอุจจาระเจอไวรัสจริงๆ แล้วผลการตรวจปัสสาวะก็คือน้ำยังน้อยไป ยังไม่พอ ต้องให้กินน้ำมากกว่านี้.. ส่วนเรื่องไข้.. ปกติไวรัสลงกระเพาะไม่น่าจะมีไข้สูง เป็นไปได้ว่านี่จะเป็นอาการไข้สูงที่มักจะเกิดกับเด็กขวบกว่าๆทุกคนเพื่อแสดงว่าภูมิต้านทานที่ได้จากแม่หมดลงแล้ว.. ถ้าเป็นตัวที่ว่าจริงๆก็จะมีไข้ขึ้นสูงสามวันและอาจจะมีท้องเสีย ตามด้วยผื่นแดงตามตัวรวดนึงแล้วก็จะหาย
ต้องปล่อยให้ไข้ขึ้น ถ้าถึง 40 แต่ยังดูโอเคอยู่ก็ไม่ต้องให้ยา ถ้าไม่ชักก็ไม่ต้องเรียกรถพยาบาล.. (ยังจะย้ำอีก) -_-;
พรุ่งนี้ต้องไปใหม่ เจอหน้าหมอทุกวัน อาคิก็ร้องทุกวันเพราะมันจำหน้าหมอ U ได้ (กับหมอ k ไม่ร้องเพราะไม่เคยมีประสบการณ์เลวร้ายเช่นเจาะเลือดหรือเจอเข็มฉีดยาอะไรเทือกนั้นมาก่อน)
เราก็อัดกาแฟลูกเดียวเพราะไม่ค่อยได้นอน... ไอ้อ้วนแว่นลางานครึ่งวัน กลับมานั่งเล่นเกม (คือ.. ว่ามันก็ไม่ได้ เพราะลูกก็หลับจะให้มันทำอะไร ^_^; ถ้าลูกเป็นเหตุผลให้มันได้กลับมาพักก็โอเค ไม่เป็นไร)
มันบอกจะออกไปซื้อกับข้าวให้ แต่วันนี้วันอังคาร เป็นวันซุปเปอร์เซลล์ของห้างใกล้บ้าน คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างมันจะไปต่อสู้กับแม่บ้านคนอื่นไม่ไหว.. (แถมคงเลือกของถูกมาไม่เป็น)
ยังไงเราก็คงต้องไปเอง.. ต่อสู้ต่อไป... -_-;
ป.ล. มีบริษัทนึงคำนวณงานที่แม่บ้านทำออกมาว่าถ้าเป็นการจ้างงานของบริษัทจะต้องจ่ายเท่าไหร่ โดยแบ่งงานแม่บ้านออกเป็นสามงานหลักๆคืองานทำความสะอาด งานทำกับข้าว และงานบริการดูแลลูก ถ้าคิดเป็นชัวโมง บวกลบคูณหารแล้ว บริษัทจะต้องจ่ายให้แม่บ้านประมาณปีละ 12 ล้านเยน @_@; (ในขณะที่พนักงานบริษัทอย่างอ้วนแว่นมีรายได้ปีละ 4-5 ล้านเยน)
เห็นมะว่าแม่บ้านทำงานคุ้มขนาดไหน... ^_^;

ตรอกอาคิ.. 
อาคิมาสะกับ baby mug 
ที่จอดรถของอาคิมาสะ ^_^; (เราซื้อแค่ walker อันเดียวนะ.. ที่เหลือได้มา)
อื่นๆ>>> http://hayashikisara.warabimochi.net
kisara
13 พ.ค. 2551 เวลา 13:27 น.
รถน่ารักจังค่ะ อยากเล่น ๆ
ขอให้น้องอาคิมาสะ หายเร็วๆนะคะ
ก้าซังเหนื่อยแล้ว
คลีนิคทำฟันแถวบ้านก็เหมือนกัน
ถ้าไม่นัดนี่ หน้าหงิกเล็กน้อย
แล้วก็ให้มาตอนบ่ายลูกเดียว
โหย ถ้าชักจริง ๆ กว่ารถพยาบาลจะมา เด็กไม่เป็นอะไรไปก่อนเหรอเนี่ย
สงสารต้องแอบบอกหมอ U ว่า พยาบาลของหมอ K สวยนะคะ น่าจะจ้างมาพาร์ททาร์มที่นี่
วันซุปเปอร์เซลล์ ว้าว ฟังแล้วเลือดแม่บ้านพุ่งแรง ปล่อยคุณฮายาชิไปเองไม่ได้แน่ ๆ
น่าสงสารจัง
ไอ้ที่เสียบก้นลดไข้น่ะ ถ้าคราวนี้ยังไม่ได้ใช้ก็ใส่ตู้เย็นเก็บไว้นะโบว์ เก็บไว้ใช้โอกาสหน้า เพราะมันไม่เสีย แล้วหมอบ้านเก่าเคยสอนว่าถ้าไข้ไม่สูงจริงก็เช็ดตัวไปเรื่อยๆ เกินสามแปดจุดห้าอะไรงี้แล้วค่อยให้ยา เพราะให้ยาบ่อยๆแล้วพอยาหมดฤทธิ์ ไข้ขึ้นอีก ร่างกายจะตามไม่ทัน
ทำได้ ไม่รู้จะเชื่อได้จริงหรือเปล่า เพราะกลับเมืองไทยทีไร ร้อนนิดนึงแม่พี่ก็อัดยาให้แล้ว
เดี๋ยวนี้คลีนิกเด็ก (คลีนิกเฉพาะทางอันอื่นด้วย) บางที่รับแบบจองอย่างเดียว แต่ก็อย่างโบว่า คนเจ็บจะตาย รีบพาไปดีกว่า... แต่แฟนพี่มันก็ให้โทรไปบอกก่อนทุกทีถ้าเป็นแบบอาการหนัก เพราะถ้าสงสัยเป็นโรคติดต่อ พวกอินฟลูเอ็นซ่า หรือออกหัดเค้าจะให้เข้าอีกประตู แล้วก็รอห้องแยกต่างหาก จะได้ไม่ติดเด็กคนอื่น แถมตอนออกก็ให้ออกประตูหลังด้วยแหละ
^
^
^
เห็นคอมเม้นท์พี่เอ
รู้สึกว่าแม่บ้าน ชีวิตจะเจริญรอยตามกันมาจริงๆนะคะ
ตอนนี้อาคิคุงเป็นเหมือนกับโยชิเมื่อเดือนก่อนเลยล่ะ
อาการมันเป็นๆเหมือนๆกันเลยล่ะค่ะ ซี่งพอถามที่เมืองไทยและอ่านจากหนังสือพวกอาการป่วยของเด็กเอาก็พบว่า มันคือ ส่าไข้ น่ะค่ะ(คนไทยเรียกกันงั้นอ่ะค่ะ)
ตอนนี้ก็เช็ดตัวกันบ่อยๆๆไปก่อนนี่ล่ะนะคะ เพราะยาลดไข้หมอที่นี่ก็ให้ยากกันซะเหลือเกิน ต้องเก็บไว้ยามไข้สูงจริงๆเท่านั้น
คราวที่โยชิเป็น ตอนพาไปโรงพยาบาลนั้น ไข้ขึ้น41องศากว่าแล้วค่ะ....หมอบอกไม่เป็นไร เด็กๆอุณหภูมิสูง ธรรมดาๆ ให้กลับบ้านได้ จนต้องพาไปหาหมอเด็ก ที่อื่นอีก
ซึ่งหมอคนหลังนี่ตกใจเลยค่ะทำไมปล่อยเด็กไว้ไข้สูงแถมอ้วกตลอดเวลาจนขาดน้ำ ตาโหลเลย
ที่บ้านตูนเดี๋ยวนี้เลยต้องซื้อแผ่นเจลลดไข้มากักตุนไว้ในบ้านกันเลยล่ะค่ะ
.........
วันอังคารซุปเปอร์แถวบ้านลดราคาเหมือนกันเลยค่ะ ปล่อยให้ชินจิไปซื้อของไม่ได้เหมือนกันค่ะ ฮีไปยืนหัวโด่ซื้อของแย่งกับป้าๆไม่ทันเลยค่ะ....ปล่อยไปทีไร จะได้ไข่ราคาแพงกว่าที่เราไปซื้อเองมาทู้กทีเลยล่ะจ้ะ
อยู่ๆก็เย็นขึ้นมาซะอย่างนั้นอ่ะ
เด็กๆที่ยังปรับตัวไมได้เลยแย่ไปเลย
ยังไงก็ขอให้อาคิคุงหายไวไวนะคะ :)
อาคิคุง หายไวๆ นะ
โอะไดจินิ
ขอให้หายไวๆนะคะ คุณโบว์จะได้พักบ้าง
และขอให้น้องหายไวไว
สู้ต่อไปนะคะซุปเปอร์มัม
อ่านอาการแล้วก็ห่วงแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ครับ
หวังว่าจะจบลงด้วยดี แบบที่พี่โบว์เหนื่อยไม่มากที่สุด
p.s. อาคิมาสะนี่รถส่วนตัวเยอะจังเลยนะครับ อิอิ
ขอให้น้องหายเร็วๆ นะคะ คุณแม่จะได้พักผ่อนได้เต็มที่เนอะ
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด อยากได้โรดี้น้องอาคิจังโล้ยยยยยย อุอุ
อันนี้สุดท้ายจริงๆ พี่โบว์เรียนที่เอแบครหัสอะไรเหรอคะ?? พอดีที่ทำงานฟ้ามีรู่นพี่เอแบคเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่ารุ่นเดียวกับพี่โบว์รึเปล่า? ถ้าพี่โบว์รู้จักด้วยนี่ โลกเรากลมมากเลยนะคะ ^^
ที่นี่เด็กเรื่องใหญ่มาก
กลัวไข้สูงแล้ว กลัวติดเชื้อ ฯลฯ
หายไวๆนะอาคิคุง น่าสงสาร
อ๊อกออกมาหมด
ท่าทางจะทรมาน
ยังไงก็หายเร็วๆนะคะ
พี่โบว์ก็คงจะเหนื่อยน่าดู ยังไงก็สู้ๆนะคะ ^^ super mom
เมืองไทยให้กันง่ายก็จริง แต่ญี่ปุ่นก็ให้ยากเกินไป
ไข้ 39 - 40 ไม่ยอมให้สักที ต้องรอให้เด็กชักแล้วกินยากันชักไปเรื่อย ๆ หรือไง แล้วมันคุ้มกันมั้ยนั่น กับเด็กชักน่ะ
(ขออำภัยที่เอามาบ่นในไดนี้นะเจ้าคะ)
แต่อย่างที่พี่เอพูดนะเจ้าคะ ไม่เกิน 38.5 อาการยังร่าเริง ยังไม่จำเป็นต้องให้เจ้าค่ะ
อาคิเอ๊ย หายเร็ว ๆ นะลูกนะ
ขออำภัยที่ตอนกำลังเครียด ๆ ดันมานึกขำกับชื่อหมอ
หมอ U กับหมอ K อ่านรวมกันได้ว่า หมอ อุเขะ
กรี๊ดด เลือดกำเดาไหลหมดตัว
ถ้าเช็ดตัวแล้วไข้ไม่ลง ก็ควรให้กินยาพาราไป (ไม่ใช้ aspirin หรือ ibuprofen) เด็กจะสบายตัวกว่าปล่อยให้ไข้สูง
แล้วไข้สูง 39-40 น่ะ ชักแน่ๆอยู่แล้วล่ะครับ
(ที่นั่นเขาตรวจอุจจาระกับปัสสาวะกันเป็นวันเลยเนอะ)
เด็กๆไม่ไข้เกิน 3 วันหรอกครับ ไข้นานกว่านี้ พาไปหาหมออีกรอบครับ
(จริงๆผู้ใหญ่ก็เหมือนกันน่ะล่ะ)
แผ่นเจลลดไข้ไม่ได้ผลนะครับ เตือนอีกครั้ง ใช้ผ้าขนหนูเล็กๆ สองสามผื่นดีกว่า
. . .