イクメン ~หนุ่มมาแรงปีนี้ ^_^ ~

กลับมาจากชิกะแล้ว... เจอหิมะตกหนักเข้าไป หนาวจนเกือบจะเป็นหวัดกลับมา -_-; (อยู่ในอาการก้ำกึ่ง กรุจะเป็นหวัดดีหรือไม่) หิมะตกหนา 10 กว่าเซน แต่ไม่ได้ถ่ายรูปอะไรแม้แต่น้อยเพราะหนาว... เลยนั่งอยู่แต่ในโคทัทซึ =_=

  

 

 

คนที่อยู่ในวงการญี่ปุ่น(?) (อยู่ญี่ปุ่น ชอบญี่ปุ่น ทำงานกับคนญี่ปุ่น มีสามี/ภรรยาญี่ปุ่น จับพลัดจับผลูให้ต้องมาเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น etc. =_=) หลายคนคงจะเคยได้ยินภาษาญี่ปุ่นว่า イケメン (อิเคเม็ง) อันหมายถึงหนุ่มหล่อหน้าตาดีทั้งหลายกันอยู่แล้ว พอดีตอนนี้มีอีกคำนึงที่ออกเสียงคล้ายๆกันจนหลายคนเข้าใจผิด เลยอยากจะแนะนำเสียหน่อย

  

 

 

คือคำว่า イクメン (อิคุเม็ง)

  

 

 

คนส่วนใหญ่รู้ว่าอิคุแปลว่า “ไป”

  

 

 

... เปล่า... ไม่ใช่ผู้ชายชอบเดินทาง ชายชอบรุก ชายชอบไปนู่นไปนี่หรืออะไร อิคุตัวนี้ไม่ใช่อิคุที่แปลว่า “ไป” แต่ย่อมาจากคำว่า “อิคุจิ” (育児) ที่แปลว่าเลี้ยงลูก อิคุเม็งก็คือหนุ่มสมัยใหม่ที่ชอบเลี้ยงลูกและช่วยเหลืองานบ้าน เป็นหนุ่มในฝันของพวกเรานี่เอง...

  

 

 

ในความเป็นจริง ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอิคุเม็งอยู่น้อยมาก =_= (อย่างที่รู้ๆกัน) เทียบกับประเทศอเมริกาหรือยุโรปแล้ว ผู้ชายญี่ปุ่นจะใช้เวลากับลูกเฉลี่ยเพียงประมาณชั่วโมงนิดๆต่อวัน... ยิ่งช่วยเหลืองานบ้านยิ่งไม่ต้องพูดถึง

  

 

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็มาจากสภาพสังคมหลายๆอย่างที่สืบเนื่องมาจากอดีตกาล อย่างเช่นความคิดที่ว่าผู้ชายต้องทำงานนอกบ้านหามรุ่งหามค่ำเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว และผู้หญิงก็มีหน้าที่เลี้ยงดูให้การศึกษาลูก ทำงานบ้านและคอยซัพพอร์ตอยู่ข้างหลัง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาโลกแตกขึ้นมาว่าผู้หญิงญี่ปุ่นไม่ทำงานหรือไม่มีงานให้ผู้หญิงทำ (ทั้งคู่แหล่ะ =_=;) เนื่องจากที่ผ่านมาผู้หญิงญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่มีงานทำก็มักจะลาออกหลังจากแต่งงานมีลูก บริษัทเองก็หวาดหวั่นที่จะฝึกงานหรือปลุกปั้นผู้หญิงให้อยู่ในตำแหน่งสูงๆเพราะระแวงว่าจะลาออกไปแต่งงานเลี้ยงลูกเมื่อไหร่ การงานของผู้หญิงก็เลยไม่ค่อยเจริญก้าวหน้า บางคนเลยยิ่งอยากแต่งๆงานซะแล้วออกไปให้ผัวเลี้ยงใหญ่ อยู่ไปก็ไม่เจริญเติบโต 

  

  

 

ขณะเดียวกัน สภาพสังคมที่ว่านี้ก็เริ่มจะเปลี่ยนไปแล้ว ผู้หญิงญี่ปุ่นก็เริ่มจะมีงานมีการทำมากกว่าเดิม แต่งงานหรือมีลูกแล้วก็ยังทำงานต่อมากกว่าเดิม และสภาพการเงินของครอบครัวก็เริ่มจะไปไม่รอดถ้าให้ผู้ชายทำงานคนเดียว (สวัสดิการของบริษัทไม่อลังการเหมือนสมัยก่อนแล้ว เงินเดือนก็ไม่ได้ขึ้นเรื่อยๆ โบนัสก็ไม่ได้ดีเหมือนสมัยก่อน รายจ่ายเยอะขึ้น ผู้หญิงก็มีความจำเป็นต้องทำงานด้วยเพื่อจะประคับประคองครอบครัวให้ไปรอด)

  

 

 

แต่ทีนี้ถ้าผู้ชายและผู้หญิงทำงานทั้งคู่ ก็จะเกิดปัญหาตามมาอีกคือคู่แต่งงานหลายคนไม่คิดจะมีลูกเพราะไม่มีคนเลี้ยง ทำให้เกิดปรากฎการณ์เด็กลดจำนวนลงมาก (เมื่อเทียบกับประชากรสูงอายุ) รัฐบาลญี่ปุ่นเลยต้องออกมารณรงค์หานโยบายหลายๆอย่างเพื่อให้ชาวญี่ปุ่นเลี้ยงลูกกันได้ง่ายขึ้น (ไม่งั้นก็ไม่ยอมมีลูกกัน) จึงได้ดำเนินนโยบายหลายๆอย่างมาตั้งแต่ปี 2005 ได้แก่นโยบายเพิ่มเบี้ยเลี้ยงรายเดือนให้กับเด็ก พยายามเพิ่มสถานรับเลี้ยงเด็ก และแก้ไขเงื่อนไขให้เหมาะกับพ่อแม่ที่จะฝากลูกกับสถานเลี้ยงเด็ก etc. (แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายมันก็ต้องขึ้นอยู่กับบริษัทห้างร้านต่างๆ และนโยบายของรัฐบาลท้องถิ่นอีกที)

  

 

 

ผ่านมา 4 ปี... ถามว่าผู้ชายญี่ปุ่นมีเวลาอยู่กับลูกได้มากขึ้นไหม? ผลการสำรวจพบว่า คุณพ่อที่มีลูกในระดับประถม 4 - ม.ต้น 1 ใน 4 คนก็ยังแทบไม่มีเวลาคุยกับลูกเลยแม้แต่น้อยในวันธรรมดา และปกติญี่ปุ่นก็มีระบบให้คุณพ่อๆสามารถลาหยุดงานเพื่อเลี้ยงลูกได้ แต่ในความเป็นจริงมีผู้ชายที่สามารถใช้ระบบนี้เป็นจำนวนเพียงแค่ 1.23% เท่านั้น (สำรวจปี 2008) @_@; (ในขณะที่ผู้ชายฟินด์แลนด์ใช้ระบบหยุดมาเลี้ยงลูกนี้กัน 80%)

  

 

 

สรุปก็คือถึงจะมีระบบ แต่ในความเป็นจริงมันก็ไม่มีใครหยุดอย่างนั้นได้ แล้วก็ไม่มีใครอยากสร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนร่วมงาน เหมือนวันหยุดพักร้อนที่ส่วนใหญ่ก็มีไว้ประดับตามกฏหมายเฉยๆ จะมีกี่คนกี่บริษัทที่สามารถใช้วันหยุดตามที่มีได้โดยไม่ต้องเกรงใจใครและไม่ถูกเขม่น -_-; ใช่... มันเป็นไปตามกฏหมาย ถ้าเราหยุดแล้วโดนว่าหรือโดนหักโบนัส เราก็มีสิทธิ์ไปฟ้องร้องหรืออะไรได้ แต่คุ้มหรือไม่กับการที่เราอาจจะไม่ได้ทำงานที่นั่นอีกและอาจต้องหางานใหม่? กฏหมายหรือผู้พิพากษาไม่ได้มาคอยดูแลคุ้มครองเราตลอดเวลานี่หว่า =_= สุดท้ายคนเรามันก็ต้องดูแลประคับประคองตัวเอง นอกจากคิดว่าจะออกจากงานนี้อยู่แล้ว เอาซะหน่อย ฟ้องมันซะเลย ชะชะช่า... 

  

 

 

แต่ก็ไม่ได้เป็นเพราะบริษัทไม่ยอมให้หยุดอย่างเดียว เป็นที่นิสัยคนญี่ปุ่นหลายคนเองที่ไม่ยอมหยุดงานกันด้วย (แล้วก็ยิ่งทำให้คนที่เข้ามาหยุดไม่ได้เข้าไปอีกเพราะบรรยากาศมันว่าอย่างนั้น)

นิสัยคนญี่ปุ่นหลายๆคนค่อนข้างจะติดงานมาก ขนาดที่ถ้าไม่บังคับให้หยุดก็ไม่มีทางจะหยุดงานแน่ๆ (พ่อคุณฮายาชิก็เป็นหนึ่งในนั้น แม่บอกว่าสมัยสาวๆนี่ตื่นตี 5 พ่อก็ไปทำงานแล้ว หกทุ่มก็ยังไม่กลับบ้าน คืออยู่บ้านเดียวกันแต่ไม่เคยเจอกันเลย...) เพื่อนพ่อคุณฮายาชิคนนึง เป็นเอามากขนาดเกษียณแล้ว ยังต้องแต่งตัวมาที่ทำงานทุกเช้าเพราะเหงา =_= มาดูที่ทำงานแล้วก็กลับ ที่ทำงานคุณฮายาชิก็ประมาณเดียวกัน คือต้องบังคับให้หยุดกันบ้าง ไม่งั้นไม่มีใครยอมหยุด แล้วถ้ามีใครเป็นอะไรไป บริษัทจะซวย... (คือคนญี่ปุ่นจำนวนนึงมันทำงานจนตายจากโลกนี้ไป คงเป็นประเทศเดียวที่มีคนตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนตาย -_-;)

  

 

 

คำว่าอิคุเม็งเลยเกิดขึ้นมาเพื่อชื่นชมชายหนุ่มสมัยใหม่หลายๆคนที่พยายามจะมีส่วนร่วมในการช่วยงานบ้านหรือเลี้ยงลูก (จริงๆหาใช่เรื่องต้องชื่นชม มันเป็น あたりまえ) ถึงกับมีคอร์สฝึกงานบ้าน,เลี้ยงลูกสำหรับหนุ่มๆที่นอกจากจะมีคุณพ่อทั้งหลายเข้าร่วมแล้วยังมีหนุ่มโสดทั้งหลายให้ความสนใจกันอีก

  

 

 

นัยว่าสังคมกำลังประโคมว่าหนุ่มที่ช่วยทำงานบ้านและเลี้ยงลูกด้วยกำลังเป็นที่สนใจของหญิงสาวนะเคอะ ใครอยากจะป๊อบ อยากจะโมเทะๆมีสาวๆมาติดก็ต้องพยายามกันหน่อย (หน้าตาอย่างเดียวไม่ได้แล้ว) ถึงแม้บริษัทจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือแต่ถ้าเราพยายามเท่าที่ทำได้ ยังไงก็ย่อมดีกว่าแหล่ะเนอะ...

 

 

สุดท้ายสาเหตุสำคัญที่ผู้ชายจะช่วยเลี้ยงลูกหรือไม่ช่วยเลี้ยงลูกมันก็อยู่ที่ความคิดของตัวเอง ถ้าคิดว่าหน้าที่เลี้ยงลูกเป็นของผู้หญิงตัวเองไม่เกี่ยว ต่อให้บริษัทมีวันหยุดให้ก็คงไม่หยุด หรือถึงหยุด มันก็หยุดมาทำตัวเกะกะในบ้าน ไม่ได้มาช่วยเลี้ยงลูก -_-; (เป็นภาระกรุอีก) ดังนั้นการปรับความคิดทางสังคมแบบนี้น่าจะได้ผลที่สุด เพราะถ้าคนเรามันอยากทำ มันก็หาเวลาทำได้เองแหล่ะ 

  

 

 

ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ชายญี่ปุ่นสมัยนี้ช่วยงานบ้านและมีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูกมากขึ้นแล้วนะ (ก็เปลี่ยนไปตามสภาพสังคม) สำหรับเราเองก็ค่อนข้างพอใจกับคุณฮายาชิ คือไม่ต้องหยุด ไม่ต้องลางานมาเลี้ยงลูกอะไรหรอก แค่กลับถึงบ้านพูดคุย เล่นกับลูก อาบน้ำให้ เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ วันหยุดพาลูกเที่ยวลูกเล่น ดูลูกแทนให้แล้วปล่อยเราไปเที่ยวไหนๆๆเท่านี้ก็พอแล้ว งานบ้านนี่ไม่เคยหวังให้ช่วยนะ เพราะเราไม่ชอบให้ใครมายุ่งเวลาเราทำกับข้าว -_-; (ขอกรุทำคนเดียวเหอะ) แค่ช่วยตามที่บอกอย่างทุกวันนี้ก็ดีแล้ว (บางทีซักผ้าแล้วใช้ให้ตากบ้าง ล้างจานบ้าง เอาขยะไปทิ้ง เก็บผ้า เก็บที่นอน ทำความสะอาดบ้าน ทำสวน... เอ๊ะ... ก็ทุกอย่างนี่หว่า กร๊ากกกกก) <-- แต่ไม่ได้ทำประจำเป็นหน้าที่ไง คือนานๆจะใช้ที แต่มันทำได้ทุกอย่าง

  

 

 

ส่วนหนุ่มไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่ให้เวลากับลูกมากในแต่ละวัน (แต่ได้ข่าวหลายคนไม่ค่อยนำรายได้กลับเข้ามาซัพพอร์ตบ้าน หรือบางคนมีเวลาให้ลูกมากเพราะไม่ค่อยทำงานทำการ กร๊ากกกก) ผู้ชายญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเป็นแนวเอารายได้ให้ภรรยาทั้งหมด (ทำงานหนักแต่ไม่ค่อยได้ใช้เงินเพราะต้องให้เมียหมด) อยากได้อย่างไหนก็เลือกเอา ^_^; อย่างไรก็ตาม... อย่าคิดแต่ว่าเราอยากได้คู่ครองยังไง ควรคิดด้วยว่าอีกฝ่ายเค้าก็อยากได้อะไรจากคู่ครองเหมือนกัน... เนอะ...

  

 

 

ป.ล. อัพรีไรท์ภาคหลักเรื่อง sengoku no yuuhi จบแล้วเมื่อวันก่อน (ฟู่ว์...) กำลังจะรีไรท์ภาคเสริมต่อค่ะ m(_ _)m

http://hayashikisara.warabimochi.net

 

ป.ล.2 ส่วนคนที่อ่านเรื่อง After the light มาจนจบ ต้องขอขอบคุณที่ติดตามมาตลอดด้วยนะคะ m(_ _)m ดีใจที่สามารถเขียนจบไปอย่างสวัสดิภาพได้อีกเรื่อง ^_^;

 

 

 

 

 

ผู้ชายเกาหลีก็คล้ายๆญี่ปุ่นนะคะ แต่ดูจากคนรอบๆตัวแล้ว คิดว่าน่าจะไม่รุนแรงเท่า

การที่มีการส่งเสริมแนวคิดอิคุเม็งน่าจะช่วยให้ผู้ชายหันมาเห็นความสำคัญในการเลี้ยงลูกหรือเล่นกับลูกมากขึ้นนะคะ

000474
8 ก.พ. 2553 เวลา 11:37 น.
งั้นเฮียก็เป็น อิคุเม็ง สินะ
000315
8 ก.พ. 2553 เวลา 12:39 น.
เมื่อเช้าดูรายการนี้เหมือนกันเลยจ้า
คุณพ่อที่ออกรายการ หน้าตาดีเนาะ อิอิ
004773
8 ก.พ. 2553 เวลา 14:07 น.
ู^__^
000697
8 ก.พ. 2553 เวลา 14:26 น.
เรื่องวันหยุดนี่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ ไม่รู้ว่ามีเพื่อประดับบารมีหรืออะไร แต่ผู้ชายที่บ้านก็ไม่หยุดจริง ๆ ถ้าไม่จำเป็น ขนาดไม่สบายก็ยังจะหอบสังขารไปทำงาน เห็นแล้วปลงค่ะ ตามใจแกละกัน -*-

Squre-icon
8 ก.พ. 2553 เวลา 14:50 น.
ชายชอบรุก
หึหึหึหึ
เดี๋ยวต้องมีใครมาคอมเม้นต์คำว่า "อิคุ" แหงม ๆ
มันเป็นศัพท์ญี่ปุ่นที่คนไทยรู้จักกันดีม้ากกกมากนี่นา
002765
8 ก.พ. 2553 เวลา 17:16 น.
(^_^)
004909
8 ก.พ. 2553 เวลา 20:39 น.
ผู้ชายในฝัน อิ ๆ
001023
8 ก.พ. 2553 เวลา 22:06 น.
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic